งานพาร์ทไทม์ เสาร์ อาทิตย์ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์…!!!

งานพาร์ทไทม์ เสาร์ อาทิตย์ (Part time) คือ การทำงานในรูปแบบที่ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เพื่อให้เกิดเป็นรายได้เสริม ยิ่งในยุคปัจจุบัน ทั้งนักเรียน นักศึกษา ก็หันมาใช้เวลาว่าง เพิ่มเงินในกระเป๋ากันไม่น้อย การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ในรูปรายได้ เป็นการสร้างนิสัยการทำงานที่ดี รู้จักบริหารเวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด แทนที่จะปล่อยชีวิตให้ผ่านไปวันๆ กับเรื่องไร้สาระ เพราะในแต่ละวัน เรามีเวลาอย่างน้อย 8 ชม. ซึ่งเรามักจะปล่อยเวลาทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย  เราสามารถหางานพิเศษ หรือจะเป็นแค่งานพาร์ทไทม์ เสาร์ อาทิตย์ เพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวอีกทางหนึ่ง  ในยุคไอที มีงานพาร์ทไทม์ เสาร์ อาทิตย์ ทางอินเตอร์เน็ตเกิดขึ้นมากมาย สามารถรับมาทำที่บ้าน กำหนดเวลาทำงานเองได้ ทำให้มีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น เพราะหลังจากที่จัดการกับชีวิตประจำวันเสร็จสิ้นแล้ว เวลาที่เหลือ นอกจากพักผ่อนตามสมควรแล้ว ยังสามารถจัดสรรเวลาไปทำงานพาสทามได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย

วันนี้เรามาแนะนำสถานที่ทำงานสำหรับผู้ที่ต้องการหางานพาร์ทไทม์ เสาร์ อาทิตย์ ในการประกอบอาชีพกัน

  1. บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) รับสมัครพนักงาน งานพาร์ทไทม์ เสาร์ อาทิตย์ ประจำ BaNANA Outlet สาขาซีคอน ศรีนครินทร์

รายละเอียดหน้าที่ความรับผิดชอบ : แนะนำสินค้าให้ลูกค้า – ให้การบริการลูกค้า – ทำงานวัน เสาร์อาทิตย์ – เข้างาน 10.00-21.00 น.

อัตรา/ เงินเดือน : 2 อัตรา เงินเดือน ตามตกลง                                                                                         

ติดต่อ – สอบถาม : บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) 549/1 ถนนสรรพาวุธ (สี่แยกบางนา) แขวง บางนาใต้ เขต บางนา กรุงเทพมหานคร 10260 โทร : 020177777ต่อ7209,7211,7212,7210,7208 อัพเดทเมื่อวันที่ 06/12/2561

2.บริษัท การแพทย์สยาม จำกัด (โรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล โชคชัย4) รับสมัครพนักงาน งานพาร์ทไทม์ เสาร์ อาทิตย์/เภสัชกร Full time /Part time เสาร์-อาทิตย์

รายละเอียดหน้าที่ความรับผิดชอบ : ปริญญาตรี สาขาเภสัชศาสตร์ รับผิดชอบการให้บริการงานเภสัชกรรมโรงพยาบาลให้แก่ผู้มารับบริการ ผู้ป่วยและทีมรักษา รวมถึงให้ข้อมูล ความรู้ และคำแนะนำเรื่องยา แก่ผู้ป่วย และบุคลากรทางการแพทย์ อย่างมีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามมาตรฐาน นโยบายและวัตถุประสงค์ของโรงพยาบาล ภายใต้มาตรฐานวิชาชีพ , HA. , JCI. และกฎหมาย/ข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง

อัตรา/ เงินเดือน : 1 อัตรา เงินเดือน ตามตกลง 

ติดต่อ – สอบถาม : บริษัท การแพทย์สยาม จำกัด (โรงพยาบาลเปาโล เมโมเรียล โชคชัย4) เลขที่ 1 ถ.โชคชัย 4 แขวง/เขตลาดพร้าว กทม 10230 โทร : แผนกทรัพยากรบุคคลสมัคร ต่อ 1730-1733 อัพเดทเมื่อวันที่ 08/12/2561

3.บริษัท สำนักพิมพ์ วัฒนาพานิช จำกัด รับสมัครพนักงาน งานพาร์ทไทม์ เสาร์ อาทิตย์/พนักงานคีย์ข้อมูล(Part-time)

รายละเอียดหน้าที่ความรับผิดชอบ : ทำงานจันทร์-เสาร์ 8.00น. – 17.00น.อายุ 18 ปีขึ้นไปปฏิบัติงาน ณ บริษัทในเครือสำนักพิมพ์วัฒนาพานิช ( เสาชิงช้า )พิมพ์ดีดเร็วค่าตอบแทน 325 บาท/วัน สนใจร่วมงานกับเรา

อัตรา/ เงินเดือน : หลาย อัตรา เงินเดือน ไม่ระบุ               

ติดต่อ – สอบถาม : บริษัท สำนักพิมพ์ วัฒนาพานิช จำกัด 63/29 หมู่ที่ 1 ซอยอัศวพิเชษฐ์ ถนนบรมราชชนนี แขวง บางระมาด เขต ตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร 10170 โทร : 0-2222-4772 ต่อ 261, 08-1754-5312(ส่วนงานสรรหาฯ) อัพเดทเมื่อวันที่ 08/12/2561

โรงพิมพ์คุณภาพรับผลิต ปฏิทินนามบัตร ที่บ่งบอกความเป็นตัวคุณ

ปฏิทินนามบัตร นามบัตรนั้นทำง่ายใครๆ ก็ทำได้ พิมพ์ได้คมชัดและสวยงามที่สุด เหมาะสำหรับงานพิมพ์สอดสี จำนวนน้อย ซึ่งทำให้สามารถจัดทำปฏิทินพกหรือปฏิทินตั้งโต๊ะจำนวนน้อย เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก สำหรับบริษัท หรือองค์กรต่างๆ  การออกแบบนามบัตรที่ดีนั้นจะช่วย บ่งบอกความเป็นตัวตนขององค์กรของท่าน นอกจากนามบัตรจะเป็นตัวบ่งบอกความเป็นตัวตนแล้ว ยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ หากแต่ว่าสิ่งสำคัญของนามบัตรคือการมั่นใจว่านามบัตรที่เราให้ผู้อื่นไปนั่นสร้างคุณค่าให้กับตัวเรา เพราะถ้านามบัตรไม่สามารถเพิ่มมูลค่าในตัวเราได้แล้ว เป็นสื่อกลางในการแนะนำตัวสำหรับคนที่เพิ่งรู้จักกันเป็นครั้งแรกยังจำเป็นอยู่หรือไม่ เมื่อทุกอย่างรอบตัวกลายเป็นดิจิตอลไปหมด ปฏิทินนามบัตร ไม่ว่าคำตอบในใจคุณจะเป็นอย่างไร ก็คงจะไม่มีเหตุผลใดที่เราควรจะเสียเงินเพื่อไปทำนามบัตร สำหรับผู้เริ่มต้นทำธุรกิจแล้วนั้น ควรจะใช้เวลาเพื่อที่จะทำนามบัตรให้เป็นที่น่าประทับใจและน่าจดจำสำหรับผู้ที่ได้รับนามบัตร อาจจะนานหน่อยแต่นั่นก็คุ้มค่ากับเวลาที่เราเสียไปแน่นอน สิ่งที่สะท้อนความเป็นคุณได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นส่วนบุคคล เราขอยืนยัน คุณสามารถทำตามหลักจิตวิทยาในการทำนามบัตรได้ไม่ยาก หรือภาพรวมองค์กรทั้งหมด และนามบัตรยังเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทุกคนนิยมใช้มากที่สุดอีกช่องทางหนึ่ง บทความคงจะไม่ได้บอกคุณเป็นลิสต์สื่งที่คุณต้องทำ ปฏิทินนามบัตร แต่คุณควรตัดสินใจเองว่าจะใช้วิธีการหรือแนวทางไหน ฟอนต์ หรือ ชุดแบบตัวอักษร เพราะถ้าคุณมีนามบัตรที่ดี เหมาะสม หรือถ่ายทอดความเป็นคุณได้ ก็จะช่วยสร้างความประทับใจให้แก่ผู้รับหรือพันธมิตรทางธุรกิจได้อีกด้วย

ดังนั้น ปฏิทินนามบัตร นามบัตรที่ดีจึงต้องมีความชัดเจน การเลือกฟอนต์สำหรับการทำนามบัตรนั้นก็ควรจะมีความเป็นทางการมากกว่าฟอนต์อย่าง ฟอนต์ที่นิยมใช้มากที่สุดคงหนีไม่พ้น และสามารถเป็นตัวแทนขององค์กร เพื่อช่วยสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ และด่านหน้าในการเริ่มต้นธุรกิจ โดยปกติแล้วนั้นมักจะถูกใช้ในหัวข้อเรื่องหรือชื่อเรื่อง แต่มักจะถูกใช้ในเนื้อเรื่องซึ่งไม่ต้องการการเน้นเป็นพิเศษ สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่คุณจะไม่ใช้ฟอนต์ที่ต่างกันในนามบัตรใบเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะขนาดเท่ากันเราก็ไม่แนะนำให้คุณทำอย่างนั้น เน้นความเรียบง่าย ความเรียบง่ายถือเป็นปัจจัยสำคัญที่นามบัตรควรจะมี เพราะจะสร้างความไม่กลมเกลือนของตัวอักษรในกระดาษแผ่นเล็กใบเดียว ปฏิทินนามบัตร อีกทั้งช่องว่างระหว่างตัวคำก็มีความสำคัญมากเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษร ขนาด และรูปแบบ ถ้าคุณอยู่ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเงิน การมีช่องว่างที่พอดีในประโยคจะทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายกว่าการไม่มีเว้นวรรคเลย ฟอนต์แต่ละประเภทสามารถเปลี่ยนความรู้สึกของผู้อ่านได้อย่างมาก หรือการเป็นทีปรึกษา ควรหลีกเลี่ยงการใช้นามบัตรที่มีสีสันสดใส ควรเลือกใช้พื้นหลังที่มีสีสว่าง เช่น สีขาว สีครีม หรือสีเบจ เพราะโทนสีเหล่านี้จะแสดงถึงความเป็นมืออาชีพ และง่ายต่อการอ่าน ถ้าคุณต้องการให้แบรนด์หรือตัวคุณบ่งบอกถึงความสนุกสนาน, กระตือรือล้น หรือกระฉับกระเฉงนั้น ปฏิทินนามบัตร การใช้ นั้นคงไม่สามารถบอกกล่าวถึงตัวคุณได้ดีเท่าที่ควร แต่ถ้าคุณอยู่ในธุรกิจที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ศิลปิน นักออกแบบ ฯลฯ การเลือกใช้สีสดใสจะตอบโจทย์มากกว่าสีเข้มๆ เพราะโทนสีสดใสจะแสดงถึงความคิดสร้างสรรค์ในตัวคุณ ก่อนที่คุณจะเลือกฟอนต์ คุณจึงควรพยายามลองทายอารมฌ์จากการดูตัวอักษรนั้นๆ ก่อน

ปฏิทินนามบัตร ถ้าคุณไม่สามารถบอกได้นั่นแสดงว่าฟอนต์ที่คุณพยายามจะสื่อยังไม่สามารถสื่อได้ดีเท่าที่ควร และอย่าลืมว่า ก่อนสั่งพิมพ์นามบัตรของคุณ ฟอนต์ของตัวอักษรนั้นต้องถูกตั้งค่าให้เป็นเส้นเวคเตอร์เสียก่อน พิ้นที่สีขาว หากองค์กรของคุณต้องติดต่อ หรือทำธุรกิจกับต่างประเทศ การใช้ภาษาไทยอย่างเดียวอาจไม่เกิดประโยชน์ ในส่วนด้านหลังนามบัตร คุณควรเพิ่มข้อมูลที่เป็นภาษาอังกฤษลงไปด้วย หรือจะเป็นภาษาของประเทศนั้นๆ ก็ได้ เพื่อความสะดวกในการติดต่อประสานงานต่อไป การมีพื้นที่สีขาวทำให้ผู้อ่านอ่านได้ง่ายขึ้นและเข้าใจได้ง่ายขึ้น อย่าใช้วัสดุที่ไม่มีคุณภาพ การใช้กระดาษบางและราคาถูกในการทำนามบัตร ปฏิทินนามบัตร อาจทำให้ผู้รับรู้สึกสงสัยเกี่ยวคุณภาพงานบริการของคุณ ซึ่งคุณไม่จำเป็นต้องใช้นักออกแบบมืออาชีพก็ได้ ขอแค่เลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพก็เพียงพอแล้ว หากคุณเหลือพื้นที่สีขาวไว้ บางทีคุณก็ไม่จำเป็นต้องใส่ข้อมูลที่เยอะมากเกินไปลงไปในนั้นเพราะนั่นจะทำให้ข้อความของคุณอ่านได้ยากมากขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งข้อดีคือการที่คุณสามารถเน้นข้อความหรือข้อมูลในนามบัตรได้มากขึ้นเพราะว่ามีพื้นที่สีขาวในกระดาษอยู่ ตัวเลือกของสี แต่ละสีนั้นให้ความหมายและความรู้สึกแก่ผู้อ่านไม่เหมือนกัน อย่าใช้ภาพตัดแปะเด็ดขาด ถ้าคุณทำอาชีพอิสระ เป็นฟรีแลนซ์ และไม่มีโลโก้บริษัท แต่ต้องการใส่ภาพต่างๆ ลงไป แต่คุณยังไม่มั่นใจในฝึมือการออกแบบ ปฏิทินนามบัตร คุณสามารถใช้บริการจากมืออาชีพมาช่วยได้ เพื่อช่วยให้นามบัตรดูมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือ คุณแค่ใส่ข้อมูลที่จำเป็นลงไปเท่านั้น ดังนั้นก่อนที่คุณจะเลือกสีในทำนามบัตร คุณควรจะเลือกสีที่บ่งบอกถึงตัวตนหรือบริษัทของคุณ ดังเช่นตัวอย่างข้างล่าง รูปร่างของนามบัตรนั้นโดยส่วนใหญ่แล้วคงหนีไม่พ้นสีเหลี่ยมพื้นผ้า อย่าเก็บนามบัตรที่ไม่ใช้แล้ว ถ้าคุณเปลี่ยนงาน หรือเปลี่ยนตำแหน่ง นามบัตรก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย

ปฏิทินนามบัตร ถ้าเป็นอย่างนั้นเพื่อป้องกันการใช้นามบัตรผิด คุณก็ไม่ควรพบนามบัตรที่ไม่ใช้แล้วไว้กับตัว เหตุผลคงเป็นเพราะผู้ที่ได้รับสามารถเก็บเข้ากระเป๋าตังค์ได้อย่างง่ายดายซึ่งก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว หากแต่เพียงว่าบางธุรกิจ การทำรูปแบบหรือรูปร่างที่ต่างไปคงเป็นผลดีกว่า อย่างเช่น ร้านที่ขายคัพเค้ก ถ้าใช้นามบัตรสีเหลี่ยมพื้นผ้าคงจะไม่น่าตื่นเต้นเท่าที่ควร คุณอาจคิดว่า การเจรจาทางธุรกิจในยุคปัจจุบัน สามารถคุยกันผ่านโทรศัพท์ หรือโซเชียลมีเดีย ได้หมดแล้ว แต่จริงๆ แล้วในกรณีที่เราไม่รู้จักอีกฝ่ายแบบสนิทสนม การพูดคุยกันผ่านทางโซเชียลมีเดียนั้นเป็นเพียงแค่ขั้นตอนแรกของการติดต่อเท่านั้น หากว่าคุณลองเปลี่ยนจากสี่เหลี่ยมเป็นทรงคัพเค้ก ปฏิทินนามบัตร นั่นก็คงจะเป็นที่น่าจดจำมากกว่าปกติ หลักจิตวิทยาของรูปร่างของสิ่งของกล่าวไว้ว่า และเป็นเพียงการรู้จักกันแบบไม่เป็นทางการ ความสัมพันธ์ทางการค้า การลงทุน จะเริ่มเกิดขึ้นได้จริงๆ ก็ต่อเมื่อคุณได้เจราจาธุรกิจกันต่อหน้า สบตากัน วัตถุหรือสิ่งของอะไรก็ตามที่เป็นวงกลมนั้นจะสื่อถึงความรู้สึกด้านบวกเช่น มิตรภาพความเป็นเพื่อน, ความสามัคคี หรือ ความรัก ดูกริยาท่าทางของคู่สนทนา และท้ายสุดควรจบลงด้วยขั้นตอนสำคัญ คือการแลกนามบัตร โดย ปฏิทินนามบัตร ในนามบัตรจะมีข้อมูลที่ทำให้เราติดต่อกับอีกฝ่ายได้ง่ายขึ้น ส่วนสี่เหลี่ยมหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้านั้นบ่งบอกถึงความมั่นคง, ความแข็งแกร่ง, ความเป็นมืออาชีพ และ ความมีประสิทธิภาพ

หน้าที่ที่ควรทำในการเป็นพนักงานขาย บัตรเครดิตและสินเชื่อ

ปัจจุบันมนุษย์เงินเดือนแทบทุกคนล้วนต้องมีบัตรเครดิตกันคนละใบ    เป็นอย่างต่ำ  บางคนไม่อยากมีแต่สุดท้ายก็หลีกหนีไม่ได้ อาจเพราะเพื่อนหรือญาติพี่น้องของเราเป็นพนักงานขาย บัตรเครดิตและสินเชื่อ ดังนั้นอย่างน้อยๆ ก็ต้องช่วยกันทำคนละใบ หรืออาจจะเป็นเพราะมีของแถมจูงใจที่ดีจนเราอยากได้จึงจำเป็นต้องทำบัตรเครดิต  ดังนั้น ก่อนที่เราจะเริ่มสมัครบัตรเครดิตหรือสินเชื่อชนิดไหน เราควรหาข้อมูลหรือฟังคำแนะนำจากพนักงานขาย

พนักงานขาย บัตรเครดิตและสินเชื่อ เป็นตำแหน่งหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะมีโอกาสในการได้เงินจากค่าคอมมิชชันเป็นจำนวนมาก มีโอกาสในการเติบโตและมีคอนเนคชันมากมายที่ได้จากการขาย เนื่องจากเป็นแผนกหาเงินเข้าบริษัท ต้องพบปะผู้คนจำนวนมาก คนที่สนใจด้านงานขายจึงไม่ต้องกลัวตกงานเลย เพราะเป็นตำแหน่งที่ทุกบริษัทต้องการ

หน้าที่ที่พนักงานขายพึงปฏิบัติ

  1. พนักงานขาย บัตรเครดิตและสินเชื่อควรแนะนำการเลือกว่า เวลาใดเราจะเลือกใช้สินเชื่อบุคคล  เวลาใดเราจะใช้บัตรเครดิต เราต้องพิจารณาจากเหตุการณ์ที่ว่าเรานั้นมีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นนี้เพียงครั้งเดียวหรือนานๆครั้ง แบบนี้เราควรเลือกสินเชื่อบุคคลจะได้เปรียบกว่าการเป็นหนี้บัตรบัตรเครดิต ถึงแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะสูงกว่าก็ตาม คือเราจะกำหนดจำนวนเงินการชำระเงินรายเดือนและระยะเวลาชำระคืนเงินได้ จะทำให้เราเห็นอนาคตข้างหน้าได้ว่าเราจะหมดหนี้ตอนไหน แต่ถ้าเป็นการชำระขั้นต่ำกับบัตรเครดิตนั้นอาจจะทำให้เราติดอยู่กับหนี้ที่วนเวียนกลับไปกลับมา หากำหนดเวลาที่จะหมดหนี้สินนี้ได้ยาก ส่วนการเลือกสินเชื่อบัตรเครดิต พนักงานขาย บัตรเครดิตและสินเชื่อควรแนะนำว่า ลูกค้าควรคำนวณแล้วว่ามีค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนไม่มาก หรือสามารถจ่ายได้ครบถ้วนในเวลาอันสั้นอยู่แล้วซึ่งมันคือการวางแผนเอาไว้แล้วว่ารายได้ที่คงเหลือจากค่าใช้จ่ายๆ นั้นเหลือพอที่จะจ่ายค่าบัตรเครดิตได้เต็มยอดตามที่ใช้ ถ้าเราสามารถวางแผนได้เช่นนั้นบัตรเครดิตก็จะถือว่าให้ประโยชน์แก่ลูกค้าอย่างมาก
  2. พนักงานขาย บัตรเครดิตและสินเชื่อต้องรู้จักคู่แข่ง นอกจากข้อมูลความรู้ทั่วไปที่เราต้องศึกษาเกี่ยวกับสินเชื่อแล้ว พนักงานขายที่ดีต้องศึกษาข้อมูลของคู่แข่งอยู่เสมอ คู่แข่งมีใครบ้าง คุณสมบัติของคู่แข่ง คู่แข่งมีการพัฒนาไปอย่างไร ข้อด้อยของคู่แข่งและข้อได้เปรียบของเรามีอะไร การบริการของคู่แข่งมีข้อได้เปรียบเราหรือไม่
  3. รู้จักการส่งเสริมการขาย พนักงานขาย บัตรเครดิตและสินเชื่อควรศึกษาข้อมูลเพื่อให้คำแนะนำที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า ซึ่งข้อมูลในความหมายนี้ หมายรวมถึงข้อมูลด้านต่างๆ ที่อาจจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ส่งผลกระทบโดยอ้อมกับการตัดสินใจของลูกค้า สิ่งสำคัญคือต้องแนะนำประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับเป็นสำคัญ เพราะจะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเรายืนอยู่ฝั่งเดียวกับเขาและไว้ใจเราอย่างเต็มที่ ซึ่งจะทำให้เกิดความประทับใจต่อลูกค้าได้มากขึ้น
  4. พนักงานขาย บัตรเครดิตและสินเชื่อนอกจากจะมีหน้าที่ในการขายและแนะนำผลประโยชน์แล้ว ยังต้องแนะนำเรื่องอื่นๆ เช่น เอกสาร โดยแนะนำว่าให้เตรียมเอกสารการสมัครให้พร้อม สำเนาบัตรประชาชน พร้อมเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง สำเนาสลิปเงินเดือน 6 เดือน รายการเดินบัญชีธนาคาร(Statement)  6 เดือน ใบรับรองเงินเดือนที่ออกโดยบริษัทพร้อมตราประทับ  สำเนาทะเบียนบ้าน เพื่อใช้ในการสมัครบัตรเครดิตและสินเชื่อ
  5. การเป็นพนักงานขาย บัตรเครดิตและสินเชื่อจะต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ต้องมีความกระตือรือร้นในการขายตลอดเวลาและรู้จักควบคุมอารมณ์และจิตใจให้ได้ เพราะแต่ละวันคุณต้องเจอลูกค้าต่าง ๆ มากมาย บางครั้งต้องมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์การขาย หากไม่มีความคิดสร้างสรรค์ คุณคงไม่สามารถหากลยุทธ์ต่าง ๆ มาขายสินค้าได้แน่ ๆ
  6. ฝึกฝนบุคลิกภาพของตนเอง พนักงานขาย บัตรเครดิตและสินเชื่อ ควรมีบุคลิกภาพที่คนอยากเข้าหา นั่นคือ บุคลิกของคนที่อยู่ด้วยแล้วรู้สึกสบายใจ ไม่สร้างความอึดอัด หรือความลำบากใจให้กับคนอื่น ๆ เพราะอาชีพคุณเป็นอาชีพที่ต้องเจอคนเป็นหลัก ความประทับใจแรกของลูกค้าที่มีต่อคุณเป็นสิ่งสำคัญ หากลูกค้ารู้สึกว่าคุณไม่จริงใจหรือไม่น่าไว้ใจตั้งแต่แรกพบ  ก็เป็นการยากที่คุณจะสามารถปิดการขายได้
  7. ก่อนที่จะทำงานให้ดีและประสบความสำเร็จได้ พนักงานขาย บัตรเครดิตและสินเชื่อ ควรมีทัศนคติที่ดีต่องานขายสินค้าและลูกค้า การมีทัศนคติที่ดีต่ออาชีพที่คุณทำ ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของทุกอาชีพ ซึ่งงานขายนั้นถือว่าเป็นอาชีพที่ต้องใช้ความอดทนและใจรักสูงถึงจะทำยอดได้ตามเป้า
  8. ทำงานอย่างทุ่มเท เพราะงานขายเป็นงานที่ต้องใช้ความสามารถของตัวคุณเองล้วน ๆ คุณอาจต้องทำงานตลอดเวลา ช่วยเหลือลูกค้าแม้จะเป็นนอกเวลางาน ทำตัวให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายหากต้อกงารข้อมูล เพราะฉะนั้นจะสามารถทำยอดได้ถึงเป้าหรือไม่จึงขึ้นอยู่กับความขยันหรือความทุ่มเทของคุณเองด้วย

ช่วงเวลาอันสุขสมกับใบไม้เปลี่ยนสี ….!!!

ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจกำลังงงๆ ว่าทำไมแค่ฤดูกาลนึงมันถึงแลดูยิ่งใหญ่จัง ถึงกับต้องมีการ พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี  จะขออธิบายแบบนี้ ก่อนอื่นเลยเราจะต้องทำความเข้าใจกันว่า ใบไม้เปลี่ยนสีในแต่ละเมือง แต่ละภูมิภาคของญี่ปุ่นนั้นจะมีความแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น พื้นที่ตั้ง อุณหภูมิ และสภาพอากาศ คล้ายๆ กับ การบานของดอกซากุระ ที่จะมีช่วงเวลาต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ หรือแม้แต่การเข้าสู่ฤดูหนาวของเมืองไทย เราก็จะเห็นว่า ปกติแล้วภาคเหนือและภาคอีสาน อากาศจะเริ่มหนาวเร็วกว่าทางภาคกลางและภาคใต้ ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่ต่างกันนั่นเอง

เรียกได้ว่า เทศกาล ใบไม้เปลี่ยนสี ของประเทศญี่ปุ่น เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ สำคัญประจำปี ที่เรียกนักท่องเที่ยว ให้แวะเวียนเข้ามาชมกันไม่ขาดสาย ที่ญี่ปุ่นจะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงในช่วงเดือนกันยายน – ธันวาคม เราจะได้เห็นใบไม้ส่วนใหญ่เริ่มเปลี่ยนสีจากเขียวเป็นเหลือง ส้ม และแดง ก่อนที่จะร่วงลงจากต้นจนหมด ส่วนสถานที่ในการชมใบไม้เปลี่ยนสีในญี่ปุ่นนั้นมีหลายจุดมาก

พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี

ถ้าพูดแบบโดยรวมทั้งประเทศแล้ว ฤดูกาลแห่งใบไม้เปลี่ยนสีที่ญี่ปุ่น จะเริ่มตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกันยายน ยาวไปจนถึงต้นเดือนธันวาคม โดยไล่มาตั้งแต่ทางตอนเหนือสุดของฮอกไกโด ลงมาเรื่อยๆ ในพื้นที่อย่างโตเกียวและเกียวโต

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการชมใบไม้เปลี่ยนสีก็จะอยู่ในราวๆ กลางเดือนตุลาคมไปจนถึงต้นเดือนธันวาคม ซึ่งในแต่ละพื้นที่นั้น ใบไม้เค้าจะเปลี่ยนสีเต็มที่แบบพีคๆ เลย อยู่ประมาณ 2-4 สัปดาห์ หลังจากนั้นก็จะร่วงลงสู่พื้นจนหมดต้น และเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวต่อไป

แต่สำหรับใครที่ตั้งใจจะไปเที่ยวญี่ปุ่นเพื่อชมใบไม้เปลี่ยนสีแบบจริงจังแล้วล่ะก็ เพื่อความเป๊ะที่สุด ต้องคอยติดตาม พยากรณ์ใบไม้เปลี่ยนสี กันให้ดีๆ เลย ถ้ามีสถานที่ในใจแล้ว จะได้ดูช่วงเวลาที่ใบไม้จะเปลี่ยนสี ณ เมืองนั้นๆ หรือถ้ารู้ตัวว่าเราว่างวันไหน เดือนไหน ก็จะได้เลือกไปให้ถูกโซนที่ใบกำลังเปลี่ยนสี

ในวันนี้เราจะมาแนะนำ 4 สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวชมวิวใบไม้เปลี่ยนสีแห่งประเทศญี่ปุ่น ที่ไม่ควรพลาด ถ้าพลาดแล้วจะเสียใจแน่นอน

  1. ถนน ICHO NAMIKI (TOKYO) อยู่ถัดจากสวน Meiji Jingu Gaien Park 1 ในสถานที่ชมใบไม้เปลี่ยนสียอดฮิตในมหานครโตเกียว โดยจะเริ่มตั้งแต่สถานีรถไฟใต้ดิน Aoyama-Itchome Station เป็นถนนที่รายรอบสองข้างทางไปด้วยต้นแปะก๊วยเป็นแนวยาวประมาณ 300 เมตร ทำให้ถนนทั้งสายกลายเป็นอุโมงค์ต้นไม้สีเหลืองทองจากการเปลี่ยนสีของใบแปะก๊วย สำหรับช่วงเวลาในการมาชมใบแปะก๊วยเปลี่ยนสีที่ถนนแห่งนี้คือช่วง ปลายเดือนพฤศจิกายน-ต้นเดือนธันวาคม
  2. สวน RIKUGIEN (TOKYO) สวนแห่งนี้เป็นจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วงที่นิยมมากแห่งหนึ่ง ได้รับการกล่าวขานให้เป็นหนึ่งในสองสวนเลื่องชื่อแห่งเอโดะควบคู่กับสวนโคอิชิคาวะ โคราคุเอ็น ในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนธันวาคม เราจะได้เห็นทัศนียภาพของสวนสไตล์ญี่ปุ่นท่ามกลางสีสันของใบไม้ มีต้นเมเปิ้ลที่เรียงรายอยู่ริมคลอง ตรงกลางของสวนจะมีบ่อน้ำขนาดใหญ่ ล้อมรอบด้วยเนินเขาและต้นไม้ต่าง ๆ
  3. KOMYOZENJI TEMPLE (FUKUOKA) เป็นวัดเซนนิกาย Rinzai ของญี่ปุ่น ในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีที่นี่จะถูกห้อมล้อมไปด้วยใบไม้สีแดง สีส้ม สีเหลืองทั่วทั้งวัด จุดยอดนิยมสำหรับการชมใบไม้เปลี่ยนสีก็คงจะหนีไม่พ้นทางเดินใบไม้สีแดง ชื่อเสียงของความสวยงามเมื่อฤดูใบไม้เปลี่ยนสีมาถึง ทำให้ที่นี่ได้กลายเป็นภาพโฆษณา JR Tokai อีกด้วย สำหรับช่วงเวลาการมาชมใบไม้เปลี่ยนสีที่วัดแห่งนี้คือ ช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม
  4. น้ำตก RYUZU WATERFALL (NIKKO) น้ำตกแห่งนี้เป็นหนึ่งในจุดชมใบไม้เปลี่ยนสีที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเมือง Nikko ตัวน้ำตกจะขนาบข้างด้วยต้นไม้ที่หนาแน่ ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและแดงในช่วงฤดูใบไม้ร่วง โดยจุดที่ชมน้ำตกได้สวยงามแห่งหนึ่งคือจุดชมวิวด้านหลังร้านขายของที่ระลึก และซุ้มอาหาร และยังสามารถเดินต่อไปตามทางแม่น้ำเพื่อชมทิวทัศน์ที่สวยงามได้ด้วยเช่นกัน โดยช่วงที่จะชมใบไม้เปลี่ยนสีได้สวยที่สุดคือช่วงต้นเดือนตุลาคม

รับสมัครงาน ตำแหน่งงานทั่วไป โฟร์แมน งานระบบ(ต้องสามารถไปปฏิบัติงานที่ต่างจังหวัดได้) ด่วนรายได้ดี

รับผิดชอบในการปฏิบัติงานก่อสร้าง โฟร์แมน งานระบบ(ต้องสามารถไปปฏิบัติงานที่ต่างจังหวัดได้) ควบคุมการปฏิบัติงานของผู้รับเหมาในการก่อสร้าง มีแบบบ้านมาตรฐานให้เลือกหลากหลายแบบ การควบคุมต้องครบวงจรโดยผู้ชำนาญงาน ทางบริษัทจึงจัดทำระบบการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวด โดยวิศวกรต้องเข้าตรวจเหล็กก่อนการเทปูนตั้งแต่งานฐานราก คานชั้นหนึ่ง คานชั้นสอง ตลอดจนตรวจเหล็กโครงหลังคา โฟร์แมนต้องควบคุมการก่อสร้าง และรายงานความคืบหน้าทุกระยะโดยภาพถ่ายของบ้านแต่ละหลังที่เข้าตรวจสอบเพื่อส่งข้อมูลทั้งหมด ให้ผู้บริหารและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทราบความคืบหน้าของไซต์งานได้ตลอดเวลา พร้อมระบุราคาก่อสร้างที่ชัดเจน ลูกค้าสามารถเลือกแบบและราคาที่เหมาะสมกับกำลังซื้อได้อย่างอิสระ ถ้าต้องการปรับแก้แบบบ้านก็ปรึกษาสถาปนิกของบริษัทที่พร้อมให้คำแนะนำตลอด เวลา นอกจากนี้ทางบริษัทจะเยี่ยมเยือนลูกค้าหลังเข้าอยู่แล้ว โฟร์แมน งานระบบ(ต้องสามารถไปปฏิบัติงานที่ต่างจังหวัดได้) เพื่อให้ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างลูกค้ากับบริษัทยืนยาวตลอดไป นำกระเช้าดอกไม้ ไปอวยพรลูกค้าขึ้นบ้านใหม่ นำภาพถ่ายบ้านลูกค้ามาเก็บรวบรวบทุกตารางนิ้วเป็นแผ่นซีดีให้แก่ลูกค้าเพื่อความภาคภูมิใจที่ได้บ้านสมบูรณ์แบบ ส่วนใหญ่ลูกค้าของบริษัทยินดีให้บริษัทนำบ้านที่เป็นผลงานการก่อสร้างประชาสัมพันธ์ทางสื่อต่างๆที่ทางบริษัทได้ลงรายการโฆษณาเพื่อเป็นการภาคภูมิใจของตัวลูกค้าเองที่มีบ้านสวยๆ จนมีลูกค้าหลายๆท่านขอสร้างตามแบบที่ประชาสัมพันธ์ ร่วมในการวางแผนในภาพรวมของโครงการและนำมาจัดทำเป็นขั้นตอนในรายละเอียดแผนงานที่ตนเองรับผิดชอบ หน้าที่ความรับผิดชอบ โฟร์แมน งานระบบ(ต้องสามารถไปปฏิบัติงานที่ต่างจังหวัดได้) ให้ข้อมูลสินเชื่อที่เหมาะกับการเงินของลูกค้า บางบริษัทมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับสถาบันการเงิน เมื่อยื่นขอสินเชื่อจึงอาจผ่านการอนุมัติง่ายขึ้น หรือขออัตราดอกเบี้ยได้ต่ำกว่าปกติ สำหรับการยื่นเอกสารประกอบการขอสินเชื่อ บริษัทที่อำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการสร้างบ้าน ทั้งในเรื่องของการออกแบบบ้าน การสร้างบ้าน การจัดซื้ออุปกรณ์ก่อสร้างบ้าน การจัดหาบุคคลากรในการมาก่อสร้างบ้าน รวมไปถึงการรับประกันหลังการสร้างบ้านเสร็จสมบูรณ์ ซึ่งหลายคนคงยังไม่ทราบถึงข้อดีของบริษัทรับสร้างบ้านที่แตกต่างจากการสร้างบ้านกับผู้รับเหมา และโครงการสร้างบ้านของหมู่บ้านจัดสรร ลูกค้าเตรียมสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาโฉนดที่ดิน หรือถ้าไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินเองให้แนบสำเนาระบุตัวตนเจ้าของที่ดินพร้อม โฟร์แมน งานระบบ(ต้องสามารถไปปฏิบัติงานที่ต่างจังหวัดได้) หนังสือยินยอมให้ใช้ที่ดิน ส่วนแบบบ้าน พิมพ์เขียว ทางบริษัทจะรวบรวมและบริการยื่นเรื่องให้ ควบคุมงานก่อสร้างให้เป็นไปตามแผนงาน และตามลำดับของงานโครงสร้าง การสร้างบ้านกับบริษัทรับสร้างบ้านทำให้ลูกค้ามีตัวเลือกที่หลากหลายในการเลือกใช้บริการการสร้างบ้านกับบริษัทใด เช่น สร้างบ้านกับผู้รับเหมา

ซึ่งเราจะต้องเป็นผู้หาผู้รับเหมา โฟร์แมน งานระบบ(ต้องสามารถไปปฏิบัติงานที่ต่างจังหวัดได้) เพื่อมาสร้างบ้านในส่วนต่างๆให้เสร็จสมบูรณ์ การสร้างบ้านกับโครงการของหมู่บ้านจัดสรร รวมถึงประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาหน้างาน เพื่อให้งานเสร็จสิ้นตามกำหนดเวลา มีผู้รับผิดชอบตลอด ตั้งแต่สถาปนิก วิศวกรคุมงาน โฟร์แมนประจำไซท์ก่อสร้าง มั่นใจได้ว่างานดำเนินไปตามแผน มีการตรวจสอบงานทุกระดับ ไม่จำเป็นต้องไปดูแลด้วยตัวเองทุกวัน และหากมีปัญหาหรือการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นลูกค้าจะได้รับแจ้งจากทางบริษัทแน่นอน การสร้างบ้านแบบนี้จะมีคามคล้ายคลึงกับการสร้างบ้านกับบริษัทรับสร้างบ้าน ในเรื่องของการเตรียมหาผู้รับเหมาซึ่งเราไม่ต้องหาผู้รับเหมาเอง โครงการและบริษัทรับสร้างบ้านจะเป็นผู้จัดหามาให้ทั้งหมด แต่ทั้งนี้ โฟร์แมน งานระบบ(ต้องสามารถไปปฏิบัติงานที่ต่างจังหวัดได้) การสร้างบ้านกับโครงการของหมู่บ้านจัดสรรก็มีข้อเสียในเรื่องของการสร้างบ้านที่เราไม่สามารถออกแบบได้เอง และตัวเลือกสุดท้ายของการสร้างบ้านคือการสร้างบ้านกับบริษัทรับสร้างบ้าน ที่ปัจจุบันได้รับความนิยมค่อนข้างมาก แต่ถึงอย่างไรก่อนการตัดสินใจและเลือกใช้บริการว่าจะสร้างบ้านกับแหล่งใด เจ้าของบ้านควรมีการตรวจสอบผลงานที่ผ่านมาให้มั่นใจ ควบคุมการใช้วัสดุของผู้รับเหมา ให้เป็นไปตามรายละเอียดและปริมาณที่กำหนด รวบรวมเอกสารสำคัญของลูกค้าพร้อมบริการยื่นเรื่องขออนุญาตการก่อสร้าง ขอน้ำไฟ ขอบ้านเลขที่ โฟร์แมน งานระบบ(ต้องสามารถไปปฏิบัติงานที่ต่างจังหวัดได้) รวมถึงติดต่อเรื่องจำเป็นกับหน่วยงานราชการให้ด้วย ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปเอง และไม่ต้องอดทนรอกับขั้นตอนทางราชการที่ซับซ้อน ล่าช้าจนทำให้เสียอารมณ์ ควบคุมสภาพแวดล้อมในการทำงานให้มีความปลอดภัย และเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย ควบคุมการก่อสร้างให้เป็นไปตามแผนที่กำหนด ตรวจสอบ หลายบริษัทขยายขอบเขตบริการจากการรับสร้างบ้านไป สู่การสร้างและตกแต่งบ้านตามความต้องการของลูกค้า การสร้างบ้านกับบริษัทรับสร้างบ้านสามารถออกแบบบ้านได้เอง และมีแบบบ้านมาตรฐานให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ซึ่งแตกต่างจากการสร้างบ้านกับหมู่บ้านจัดสรรที่จะมีแบบบ้านตายตัวหรือแบบบ้านมาตรฐานที่อาจไม่ถูกใจเรา โฟร์แมน งานระบบ(ต้องสามารถไปปฏิบัติงานที่ต่างจังหวัดได้) เพียงแค่ระบุความต้องการว่าอยากจัดบ้านแต่งสวนแบบไหน ใช้วัสดุอะไร เฟอร์นิเจอร์สไตล์ไหน หรือถ้าคิดไม่ออกก็ปรึกษาอินทีเรียร์ ขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่ทางบริษัทเตรียมพร้อมไว้ให้ก็ได้ และรายงานความก้าวหน้าของงานตามแผนงานก่อสร้างที่ได้รับมอบหมาย ตรวจสอบ หลักฐานชัดเจน เพราะในสัญญาจะระบุวัตถุประสงค์การก่อสร้าง, ระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดการทำงาน, ค่าจ้าง ค่าปรับ และค่าชดเชยกรณีที่งานไม่เสร็จตามเวลา, วัสดุที่ใช้ก่อสร้าง, การรับประกันผลงาน

โฟร์แมน งานระบบ(ต้องสามารถไปปฏิบัติงานที่ต่างจังหวัดได้) รวมถึงหน้าที่ความรับผิดชอบของทั้งผู้จ้างและผู้ว่าจ้าง หรืออาจไม่สวยงามและไม่ตรงตามการใช้งานของเรา นอกจากนี้หากใครที่ไม่มีแบบบ้านที่อยากจะสร้างบ้าน ก็สามารถขอคำปรึกษาให้บริษัทรับสร้างบ้านเป็นผู้ออกแบบให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆเพิ่มเติม หรือเราอาจขอดูผลงานการสร้างบ้านที่ผ่านมากับบริษัทรับสร้างบ้านได้ เพื่อเป็นแนวทางในการออกแบบบ้านและสร้างบ้าน สัญญานี้จึงเป็นประโยชน์และเป็นหลักฐานที่ทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าบ้านที่ ตั้งใจไว้จะสร้างเสร็จจริง สามารถเข้าอยู่ได้จริงตามระยะเวลาที่กำหนด และ ติดตามการทำงานของ ผู้รับเหมา ให้ได้มาตรฐาน ตามขั้นตอนที่ถูกต้อง โฟร์แมน งานระบบ(ต้องสามารถไปปฏิบัติงานที่ต่างจังหวัดได้) ถือเป็นการลงทุนครั้งยิ่งใหญ่ เพราะเจ้าของบ้านหลายๆท่านกว่าจะตัดสินใจสร้างบ้านกับบริษัทรับสร้างบ้านนั้น ต้องเตรียมความพร้อมหลายเรื่องทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และการหาข้อมูลรายละเอียดก่อนจะตัดสินใจ เพื่อให้ได้บ้านที่ตรงกับความต้องการ ทั้งนี้แบบบ้านที่เราอยากสร้างไม่จำเป็นต้องเหมือนตัวแบบบ้านทั้งหมด โดยเราสามารถแจ้งกับบริษัทรับสร้างบ้านว่าอยากได้แบบบ้านแบบนี้ตรงส่วนไหนและไม่อยากได้แบบบ้านแบบนี้ในส่วนไหน ดังนั้นทางบริษัท จึงคัดเลือกวัสดุที่มีคุณภาพมาตรฐาน มาสร้างบ้านให้แก่ท่าน นอกจากนี้ ในเรื่องของการเลือกใช้วัสดุที่นำมาใช้ในการก่อสร้าง ทางบริษัทได้มีการประสานงานกับตัวแทนจำหน่ายแต่ละสินค้า โฟร์แมน งานระบบ(ต้องสามารถไปปฏิบัติงานที่ต่างจังหวัดได้) บริษัทจึงใส่ใจทุกรายละเอียดทุกขั้นตอน ทุกตารางนิ้ว เพื่อให้ทุกพื้นที่ใช้สอยเกิดประโยชน์การใช้งานสูงสุด เหมาะสมกับราคา การออกแบบทุกขั้นตอน โดยสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสานฝัน สร้างความจริงให้แก่ท่านเกิดเป็นบ้านแห่งความรัก อยู่ด้วยความอบอุ่นและปลอดภัย เพื่อให้ได้ราคาต้นทุนพิเศษ เพื่อให้ลูกค้าได้สินค้าดีราคาถูก ทีมงานช่างเฉพาะทางของงานแต่ละด้านที่ได้เริ่มร่วมก่อตั้งกันมาตั้งแต่เริ่มแรก เป็นทีมงานรับเหมาที่มีฝีมือ คุณภาพมาตรฐาน บริษัทได้จัดช่างให้มีการพัฒนาฝีมือแรงงาน มีการอบรมเพิ่มเติมความรู้ให้ช่างที่มีอยู่ตลอดเวลา โฟร์แมน งานระบบ(ต้องสามารถไปปฏิบัติงานที่ต่างจังหวัดได้) ได้ส่งเข้าอบรมหลักสูตรเฉพาะทางตลอดเวลาที่มีโอกาส โดยบริษัทได้ดูแลควบคุมในเรื่องจัดซื้อวัสดุก่อสร้างด้วย เพื่อให้ทางช่างนั้นใช้สินค้าที่ดีมีคุณภาพตามที่บริษัทกำหนดเพื่อประโยชน์ของลูกค้า นอกจากนี้บริษัทระหว่างการดำเนินการก่อสร้างมีทีมงานโฟร์แมนดูแลตรวจสอบความคืบหน้าตลอดระยะเวลาก่อสร้าง ลดต้นทุนการก่อสร้าง บริษัทได้เข้าร่วมกับบริษัทชั้นนำ

ราเมน สุดยอดความอร่อยที่แท้จริง…!!!

ราเมน (ラーメン ramen) เป็นอาหารญี่ปุ่นอีกชนิดที่คนทั่วไปคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ราเมนคือบะหมี่น้ำ มักจะรับประทานคู่กับ หมู สาหร่าย และต้นหอม ภายหลังมีการคิดสูตรใหม่ขึ้นมาก็จะใส่ส่วนประกอบอย่างอื่นเข้าไปเพื่อเพิ่มรสชาติให้หลากหลายมากยิ่งขึ้น ประวัติศาสตร์การกำเนิดราเมนในญี่ปุ่นไม่แน่ชัดว่าเป็นมาอย่างไร แต่นักวิชาการสันนิษฐานว่าอาหารประเภทนี้อาจแพร่หลายมาจากประเทศจีน เพราะอักษรจีน 拉麺 อ่านออกเสียงว่า ลาเมี่ยน ซึ่งหมายถึงเส้นก๋วยเตี๋ยวที่นวดด้วยมือนั่นเอง

แม้ไม่ทราบแน่ชัดว่าราเมนแพร่หลายเข้ามาในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่เมื่อไร แต่มีบันทึกว่า โทกุกาวะ มิทสึกุนิ (徳川光圀 Tokugawa Mitsukuni) เคยรับประทานราเมน ซึ่งตรงกับช่วงสมัยเอโดะ หรือศตวรรษที่ 17 ราเมนในแต่ละท้องถิ่นมักจะมีรสชาติที่แตกต่างกันเปรียบได้กับก๋วยเตี๋ยวของประเทศไทยก็ว่าได้ ในปี ค.ศ. 1900 เริ่มมีการขายราเมนกับเกี๊ยวซ่าด้วยกันเป็นชุด และในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 หรือสมัยโชวะก็มีการโฆษณาเรียกลูกค้าด้วยการเป่าเครื่องดนตรีที่เรียกว่า ชารุเมระ (チャルメラ Charumera) ราเมนจึงเริ่มเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมมากขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ในปัจจุบัน ราเมนมีเมนูมากมายและหลากหลายรสชาติ มีชื่อเรียกราเมนที่ตั้งขึ้นมาโดยเฉพาะตามส่วนประกอบหลัก 3 อย่างคือ เส้น เนื้อสัตว์ที่ใส่ในราเมน และน้ำซุป เช่น โชยุราเมน มิโสะราเมน ชาชูราเมน เป็นต้น ราเมนเป็นอาหารที่หารับประทานได้ง่ายแสนง่าย เพราะมีขายอยู่แทบทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นตามห้างสรรพสินค้า ย่านชุมชน รถเข็นริมทาง หรือแม้กระทั่งตู้ขายสินค้าอัตโนมัติก็ยังมีราเมนขาย

วันนี้เราได้รวบรวม 6 อันดับร้านราเมน ในชินจูกุ ที่รสเด็ดและดีที่สุดมาเสนอกัน ถ้าหิวแล้วก็ไปลุยกันเลย

  1. “Tsukemen Gonokami Seisakusho” สึเคเม็งที่ผู้เขียนชอบมากที่สุดในโตเกียวแน่นอนว่าต้องยกให้ที่นี่ กับเมนู “Ebi tomato tsukemen (เอบิ โทมาโท สึเคเม็ง : สึเคเม็งกุ้งและมะเขือเทศ)” (ราคารวมภาษี 880 เยน) ของร้าน “Tsukemen Gonokami Seisakusho (สึเคเม็ง โกะโนะคามิ เซซาคุโชะ)” ร้านราเมนนี้ไม่ใส่สารเคมีปรุงแต่งรสอาหารใดๆ แค่เพิ่มน้ำมันกุ้งหอมๆ ลงในซุปทงคตสึเกียวไค (*1) ที่มีรสเข้มข้นอยู่แล้ว ทำให้ได้ซุปราเมนที่หอมและกลมกล่อม แต่ละคำที่ทานเข้าไปมันรู้สึกถึงรสชาติของกุ้งมากกว่าทานเนื้อกุ้งจริงๆ เสียอีก นี่เป็นสึเคเม็งที่ร้านอื่นยากจะลอกเลียน
  2. “Menya Syo สาขาใหญ่” น้ำซุปจากไก่รสเลิศ ร้านราเมนยอดนิยมที่ได้รับความชื่นชมอย่างล้นหลามเป็นพิเศษไม่ใช่แค่ในชินจูกุ แต่ทั่วโตเกียวเลยคือร้าน “Menya Syo (เม็นยะ โช) สาขาใหญ่” “Komi toridashi tokusei shioramen (โคมิ โทริดาชิ โทกุเซ ชิโอะราเม็ง : ราเมนรสเกลือ น้ำซุปไก่กลิ่นหอมหวล” ในรูป (ราคารวมภาษี 990 เยน) ซุปใสที่เต็มไปด้วยรสกลมกล่อมของไก่คือเมนูที่ห้ามพลาดเด็ดขาด อร่อยจนแทบจะขอต่อชามที่สองแบบไม่ต้องคิดมากเลย
  3. “Nicho-me Tsukemen GACHI” สึเคเม็งแบบพิเศษสไตล์อเมริกัน ในละแวกชินจูกุ ร้านราเม็งยอดนิยมที่ขึ้นชื่อเรื่องปริมาณก็ต้อง “Nichome Tsukemen GACHI (นิโจเมะ สึเคเม็ง กาจิ)” พิถีพิถันตั้งแต่การเลือกใช้ไก่มาทำซุปโทริไพตันอันเข้มข้นกับราเม็งเส้นใหญ่ทำเอง ได้ออกมาเป็นสึเคเม็ง เมนูขึ้นชื่อของร้าน ยิ่งกว่านั้นเมนู “Sio DX” (ราคารวมภาษี 990 เยน) ที่อยู่ในรูปยังเป็นราเม็งที่มาพร้อมท็อปปิ้งอย่างไข่ต้มและเมนมะ (หน่อไม้ดอง) ทอดใส่มาให้ แล้วก็ยังมีเมนูที่ปกติไม่มีขายในร้านราเม็งอย่างไก่ทอดด้วย
  4. “Menya Musashi สาขาใหญ่ Shinjuku” ผู้บุกเบิกกระแสราเม็ง สาขาใหญ่ของ “Menya Musashi (เม็นยะ มุซาชิ)” ร้านราเมนยอดนิยมที่เรียกได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกกระแสราเมน แม้ในปัจจุบันจะมีร้านราเมนเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยฝีมือและความนิยมทำให้ร้านนี้หัวกระไดไม่เคยแห้งเลย ราเมนดับเบิ้ลซุปที่ได้จาก ซุปเนื้อสัตว์ ที่ต้มจากหมูและไก่ ผสมกับ ซุปสไตล์ญี่ปุ่น ที่ต้มจากปลาคัตสึโอะตากแห้งและนิโบชิ เป็นราเมนที่พูดได้แค่ว่าห้ามพลาด
  5. “Fuunji” สึเคเม็งซุปเกียวไครสเข้มข้น ของหายากในโตเกียว หากรู้สึกอยากรับประทานสึเคเม็งซุปเกียวไครสเข้มข้นล่ะก็ ต้องไปที่นี่ “Fuunji (ฟูอุนจิ)” ซุปราเมนข้นถึงขั้นเส้นยังไม่หมดแต่น้ำซุปแทบจะไม่เหลือแล้วเลย ถ้าจะสั่ง “Tokusei tsukemen omori (โทคุเซ สึเคเม็ง โอโมริ : สึเคเม็งชามใหญ่)” แบบในรูป (ราคารวมภาษี 1,000 เยน) หรือถ้าจะสั่งเพิ่มเส้นที่ปริมาณมากกว่า โอโมริ (ขนาดใหญ่) ขึ้นไป ให้ระวังเรื่องปริมาณน้ำซุปจะไม่พอด้วยนะ
  6. “Ebisoba Ichigen สาขา Shinjuku” ชิมของขึ้นชื่อล่าสุดของเมืองซัปโปโรที่ชินจูกุ “Ebisoba Ichigen (เอบิโซบะ อิชิเก็น)” ร้านราเมนขึ้นชื่อจากซัปโปโร จังหวัดฮอกไกโด ที่บุกมาเปิดสาขาถึงชินจูกุ ท่ามกลางการเพิ่มขึ้นของร้านราเมนที่ใช้กุ้งเป็นวัตถุดิบ เรียกได้ว่าร้าน Ebisoba Ichigen เป็นผู้บุกเบิกเลย

เรียวกัง ห้องสไตล์ญี่ปุ่น…!!!

เรียวกัง คือ ที่พักดั้งเดิมของญี่ปุ่น โดยมักพบเห็นได้ตามแหล่งท่องเที่ยวที่มี ออนเซ็น โครงสร้างของเรียวกังจะเป็นสไตล์บ้านพักเก่าแก่ของญี่ปุ่น โดยมีห้องพักเป็นห้องสไตล์ญี่ปุ่นที่มี เสื่อทาทามิ และ ประตูเลื่อนกระดาษโครงไม้ ลูกค้าที่เข้าพักในเรียวกังจะได้นอนบนฟุตงซึ่งเป็นเครื่องนอนสไตล์ญี่ปุ่นบนเสื่อทาทามิ ส่วนอาหารที่สามารถทานได้ในเรียวกังก็จะเป็นพวกอาหารญี่ปุ่นที่ทำมาจากวัตถุดิบท้องถิ่น ที่พักแบบเรียวกัง เป็นที่พักสไตล์ญี่ปุ่นที่เฉพาะตัวไม่เหมือนประเทศไหนๆ โดยมักจะมีลักษณะเหมือนกับการนอนในบ้านญี่ปุ่นแบบโบราณ นอนบนฟูกที่ปูบนพื้นเสื่อตาตามิ แพร่หลายมากเมืองท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม เช่น เกียวโตหรือตามเมืองออนเซนต่างๆ ปัจจุบันมีหลากหลายแบบให้เลือกตั้งแต่ไม่ต่างจากโรงแรมทั่วไปนักไปจนถึงระดับหรูที่เน้นความดั้งเดิมเป็นพิเศษเอาไว้ ทั้งนี้เราได้รวบรวมเรียวกังระดับพรีเมี่ยม ที่แต่ละแห่งแม้จะราคาสูง แต่รับประกันว่าจะเป็นการพักผ่อนที่แสนจะคุ้มค่า สร้างหนึ่งในความทรงจำพิเศษไปตลอดชีวิตเลยก็เป็นได้ มาเยือนประเทศแห่งญี่ปุ่นทั้งที หากไม่มาพักเรียวกังซักครั้งคงเหมือนมาไม่ถึงแน่ๆ

เสน่ห์ของเรียวกังอยู่ที่การได้สัมผัสประสบการณ์การใช้ชีวิตสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิมที่คนญี่ปุ่นยุคใหม่ลืมกันไปหมดแล้วนี่แหละ สำหรับใครที่อยากลองใช้ชีวิตสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิมก็ขอแนะนำให้มาเข้าพักที่เรียวกังกันให้ได้สักครั้ง

สิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องพักของเรียวกัง

ในภายห้องพักประกอบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายไม่ว่าจะเป็นฟุตง (เตียงสไตล์ญี่ปุ่น), โต๊ะ, “เบาะรองนั่ง” และ “ซาอิซุ” หรือเบาะรองนั่งสำหรับพิงหลังที่ไม่มีขา เป็นต้น

นอกจากนี้ก็ยังเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นสำหรับการเข้าพักอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นทีวี ปลั๊กไฟ และกาต้มน้ำ ภายในเรียวกังของญี่ปุ่นจะใช้เบาะรองนั่งหรือซาอิซุแทนเก้าอี้ ในกรณีที่ไม่คุ้นเคยกับการนั่งเบาะก็ลองสอบถามพนักงานในเรียวกังได้ว่ามีเก้าอี้รึเปล่า

วันนี้เรามี 5 ที่พักเรียวกังที่ดีที่สุดในญี่ปุ่นมาแนะนำกัน

  1. โฮเทล คาซุระบาชิ (Hotel Kazurabashi) ตั้งอยู่ในเมืองมิโยชิของจังหวัดโทะกุชิมะ ที่พักเรียวกังสไตล์ญี่ปุ่นท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติ โดดเด่นด้วยออนเซ็นแบบโอเพ่นแอร์ที่น้ำแร่ส่งตรงจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ที่สามารถชมวิวทัศน์เทือกเขาสูงได้สวยงามทุกฤดูกาล อีกทั้งยังมีออนเซ็นกลางแจ้งและแบบส่วนตัวให้เลือกแช่ตามช่วงเวลาที่ต้องการ ห้องพักตกแต่งอย่างเรียบง่ายโปร่งสบายวิวภูเขา ทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน “อาทิ โทรทัศน์จอแบน ฟรีอินเตอร์เน็ต Wi-Fi ห้องปลอดบุหรี่ บริการภาษาต่างประเทศ อ่างอาบน้ำแบบโอเพ่นแอร์ เซาว์น่า และบริการต่างสำหรับผู้พิการหรือผู้สูงอายุ”
  2. อาซาดะยะ เรียวกัง (Asadaya Ryokan) อาซาดะยะ เรียวกัง ตั้งอยู่ในเมืองคานาซาวะของจังหวัดอิชิกะวะ เรียวกังแห่งนี้มีประวัติมาอย่างยาวนาน สถาปัตยกรรมเป็นแบบญี่ปุ่นโบราณ ภายในมีการใช้เฟอร์นิเจอร์โบราณและภาพวาดศิลปะตกแต่งในแต่ละมุมอย่างลงตัว ที่มีห้องพักบริการเพียง 5 ห้องจึงรับประกันได้ว่าบรรยากาศทั้งเงียบสงบและมีความเป็นส่วนตัวมาก แต่ละห้องมีการออกแบบตกแต่งแตกต่างกันไปไม่ซ้ำกัน และทุกๆห้องจะมี Tsubo Niwa ซึ่งเป็นสวนขนาดเล็กที่ออกแบบมาเพื่อเป็นจุดชมความงามของธรรมชาติภายในห้องพัก ห้องน้ำมีขนาดกะทัดรัดแต่เต็มไปด้วยความสะดวกสบาย
  3. ฮิดะเท ฮะนะโออุกิ (Hidatei Hanaougi) ตั้งอยู่ในเมืองทาคายาม่าของจังหวัดกิฟุ ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายแห่ง “อาทิ วัดฮิดะ โคคุบุนจิ พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งฮิดะทาคายามะ ศาลเจ้าซากุระยามะ ฮะจิมัน และบ้านโบราณโยชิจิมะ เป็นต้น” เรียวกังแห่งนี้มีสถาปัตยกรรมที่เรียบง่ายเน้นงานไม้ หากมีการผสมผสานทุกอย่างที่ลงตัว บรรยากาศที่เงียบสงบให้ความรู้สึกผ่อนคลายและมีความเป็นส่วนตัวสูง ออนเซ็นยังเป็นน้ำแร่ที่มาจากธรรมชาติโดยตรงที่ทั้งดีต่อผิวและสุขภาพ
  4. โยชิอิเคะ เรียวกัง (Yoshiike Ryokan) โยชิอิเคะ เรียวกัง ตั้งอยู่ในเขตฮาโกเน่ของจังหวัดคานางาวะ เดินทางสะดวกเพราะอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ ฮาโกเน่ ยูโมะโตะ (Hakone Yumoto) เรียวกังแห่งนี้มีการตกแต่งแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม บริเวณรอบๆมีสวนสไตล์ญี่ปุ่นที่มีขนาดกว้างขวาง บรรยากาศชวนให้นึกถึงสมัยก่อน ออนเซ็นมีให้เลือกแช่หลากหลายแบบ ทั้งกลางแจ้งส่วนรวมและส่วนตัว ที่สำคัญออนเซ็นกลางแจ้งของที่นี่มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติไหลเข้ามาโดยตรง และช่วงฤดูร้อนยังสามารถดับร้อนไปกับสระว่ายน้ำกลางแจ้งได้อีกด้วย
  5. Kimi Ryokan Tokyo ห้องพักเรียวกังสไตล์ญี่ปุ่นโบราณ เรียวกังแห่งที่สองที่ซ่อนอยู่ในโตเกียวแห่งนี้มีชื่อว่า Kimi Ryokan Tokyo ที่นี่เป็นเรียวกังสไตล์ดั้งเดิมที่ดูเก่าแก่แต่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์ของความเป็นญี่ปุ่น เพราะไม่ว่าจะการออกแบบภายใน รูปแบบของประตูหรือหน้าต่าง รวมทั้งข้าวของที่ใช้ตกแต่งต่างก็ถูกจัดวางไว้อย่างสวยงามในสไตล์ของบ้านพักญีปุ่นสมัยก่อน

กรเรียนเพื่อเป็นช่างไฟฟ้าและช่างยนต์

การเรียนหนังสือไม่ว่าจะเป็นการเรียนในหลักสูตรใดก็ล้วนแล้วแต่มีข้อดีด้วยกันทั้งสิ้นรวมถึงการเรียนช่างไฟฟ้า ช่างยนต์ เพราะการศึกษายังไงเสียก็ทำให้คนๆ นั้นเป็นคนที่มีความรู้ สามารถนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดให้กับชีวิตของตนเองทั้งเรื่องของการประกอบอาชีพ การใช้ชีวิตในอนาคต รวมถึงการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ซึ่งการเลือกเรียนของแต่ละคนก็จะมีความคิด มีปัจจัยหลายอย่างเป็นตัวกำหนดที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับสภาวะในช่วงเวลาดังกล่าวของแต่ละคนว่าต้องการเลือกเรียนในแบบใดเพื่อให้ตัวเองประสบความสำเร็จมากที่สุด.

ข้อดีของการเลือกเรียนช่างไฟฟ้า ช่างยนต์

การเลือกเรียนช่างไฟฟ้า ช่างยนต์เองก็เป็นอีกหลักสูตรหนึ่งที่ในปัจจุบันได้รับความนิยมไม่น้อยเลยทีเดียว การเรียนช่างไฟฟ้า ช่างยนต์จะประกอบไปด้วย 2 หลักสูตรใหญ่ๆ คือ หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือ ปวช. กับ หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง หรือ ปวส. หากคนที่ยังมองไม่ออกว่าการเรียนสายอาชีวะมีข้อดีอย่างไร นี่คือคำตอบของคนที่กำลังจะเลือกเรียนช่างไฟฟ้า ช่างยนต์ว่าข้อดีทั้งหมดเป็นแบบนี้

1.ช่างไฟฟ้า ช่างยนต์สามารถหางานทำได้ตรงกับสิ่งที่เรียนมา – ข้อดีข้อแรกที่เราเห็นได้อย่างชัดเจนที่สุดสำหรับคนที่เลือกเรียนช่างไฟฟ้า ช่างยนต์ก็คือเมื่อเรียนจบมาสามารถที่จะหางานทำให้ตรงกับสายที่ตัวเองเรียนมาได้ในทันที อาทิ เรียนช่างไฟฟ้า ช่างยนต์จบก็สามารถไปสมัครเป็นช่างไฟฟ้า ช่างยนต์ได้ ซึ่งตรงนี้จะเป็นข้อได้เปรียบที่นักเรียนอาชีวะมีความรู้ความสามารถในด้านต่างๆ เหล่านี้โดยตรง

2.การเรียนช่างไฟฟ้า ช่างยนต์สามารถหารายได้เสริมระหว่างเรียนได้ – ด้วยความที่หลักสูตรของการเรียนช่างไฟฟ้า ช่างยนต์จะมีชั่วโมงเรียนทีน้อยกว่าการเรียนในหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายทำให้เมื่อมีเวลาว่างมากกว่าก็สามารถที่จะเลือกไปหารายได้พิเศษเพื่อช่วยเหลือครอบครัวในการแบ่งเบาภาระต่างๆ ได้ บางคนสามารถหาเงินส่งตัวเองเรียนได้โดยไม่ต้องไปรบกวนพ่อแม่สักบาทก็มีสำหรับเด็กที่เรียนช่างไฟฟ้า ช่างยนต์

3.ช่างไฟฟ้า ช่างยนต์ได้ประสบการณ์ชีวิตที่หาซื้อไม่ได้ – บ่อยครั้งที่เรามักจะได้ยินคำพูดที่ว่าประสบการณ์ชีวิตต้องเรียนรู้จากการใช้ชีวิต ซึ่งเด็กช่างไฟฟ้า ช่างยนต์เองจะค่อนข้างมีประสบการณ์ชีวิตในด้านต่างๆ ที่มากกว่าเด็กเรียนสายอื่นๆ นั่นทำให้รู้จักวิธีในการเอาตัวรอด รู้จักการใช้ชีวิตที่มีรสชาติ เป็นสิ่งที่หลายคนมองว่ามันคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีสีสันมากขึ้น

4.ช่างไฟฟ้า ช่างยนต์กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน – ต้องยอมรับว่าอัตราการจ้างงานทุกวันนี้มีน้อยลงกว่าสมัยก่อนมาก ด้วยความที่สภาพเศรษฐกิจไม่เอื้ออำนวยประกอบกับการเรียนจบมาของเด็กยุคใหม่ก็มากขึ้นกว่างานที่ต้องการรับ เพราะฉะนั้นตลาดแรงงานจึงต้องการคนที่มีประสบการณ์โดยตรงในการทำงานประเภทนั้นๆ ซึ่งตรงข้อนี้เด็กช่างไฟฟ้า ช่างยนต์จะค่อนข้างได้เปรียบอย่างมาก

  1. 5. เรียนจบแล้ว ไม่ตกงานแน่นอนช่างไฟฟ้า ช่างยนต์ผ่านการฝึกงานกว่า 300 ชั่วโมง ถือได้ว่าเป็นการเรียนรู้และการฝึกทักษะการทำงาน ช่วยสร้างเสริมประสบการณ์การทำงานให้ดียิ่งขึ้น จนทำให้เราเกิดความชำนาญในสาขาวิชาชีพนั้นๆ เมื่อเรียนจบออกมาก็สามารถสมัครเข้าทำงานได้เลย ถึงแม้จะไม่ได้เข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย เรียกได้ว่า มีงานรองรับเพียบ ไม่ตกงานอย่างแน่นอน
  2. มีหลักสูตรเปิดสอนที่หลากหลายสำหรับ ช่างไฟฟ้า ช่างยนต์ ไม่ได้มีแค่ช่างไฟฟ้า ช่างยนต์เท่านั้น แต่ยังมี ช่างเชื่อม ช่างอิเล็กทรอนิกส์ ช่างยนต์ เรียกได้ว่ามีทุกศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับฝีมือช่าง นอกจากนี้ ยังมีการเปิดสอนทางด้านบัญชี คอมพิวเตอร์ การโรงแรมและการท่องเที่ยว ฯลฯ เราสามารถเลือกเรียนได้ตามที่สนใจ หรือเลือกเรียนตามความถนัดของตนเองได้เลย พอเรียนจบมาแล้วก็สามารถสมัครเข้าทำงานได้ทันทีเลย
  3. การเรียนช่างไฟฟ้า ช่างยนต์จะเลือกเรียนต่อ ปวส. หรือ ปริญญาตรี ก็ได้เมื่อเรียนจบในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือ ปวช. แล้ว เราสามารถเลือกเรียนต่อได้ตามที่สนใจเลย โดยหากต้องการพัฒนาฝีมือให้เก่งยิ่งขึ้นนั้น ก็สามารถเลือกเรียนต่อในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง หรือ ปวส. ได้ หรือถ้าหากต้องการเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยก็สามารถสอบเข้าศึกษาต่อได้เช่นกันเพราะในปัจจุบันมีหลายสถาบันการศึกษาได้เปิดรับวุฒิ ปวช. เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เป็นต้น เข้าศึกษาต่อได้ทั้งหลักสูตรปกติ 4 ปี หรือเรียน ปวส. 2 ปี + หลักสูตรต่อเนื่องอีก 2 ปีในระดับมหาวิทยาลัย
  4. โครงการ “ฝีมือชน” สำหรับ โครงการฝีมือชน เป็นโครงการที่สนับสนุนให้นักเรียนในสายอาชีพช่างไฟฟ้า ช่างยนต์ ได้มีโอกาสในการทำงานเพิ่มมากยิ่งขึ้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งสามารถบอกได้เลยว่า ตอนนี้ตลาดแรงงานกำลังขาดแคลนช่างฝีมือดีจำนวนมากเพราะคนที่จบในสามัญหรือปริญญาตรีมานั้น แม้ว่าจะมีความรู้เฉพาะทางที่ดี แต่ก็ยังทักษะในการลงมือทำงานจริง เมื่อเข้ามาทำงานแล้วก็ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้งานหลายเดือน ต่างจากเด็กสายอาชีวศึกษาที่มีความชำนาญในสายอาชีพของตนเองแล้ว โดยเราสามารถสังเกตได้จากการรับสมัครงานในตำแหน่งสายเทคนิค (เกือบทุกบริษัท) ที่มักจะต้องการคนที่มีประสบการณ์การทำงาน หรือ ระบุเลยว่าต้องจบมาในวุฒิ ปวช./ปวส. อยู่ในคุณสมบัติของผู้สมัครด้วย นอกจากนี้ ยังถือเป็นการได้ไปทำงานในต่างประเทศอีกด้วย เพราะปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เรียกได้ว่านอกจากจะได้ไปทำงานที่ต่างประเทศแล้ว ยังได้ประสบการณ์การทำงานใหม่ๆ และได้ค่าตอบแทนที่สูงขึ้นด้วย

กำแพงหิมะ การสร้างสรรค์จากธรรมชาติ…!!!

กำแพงหิมะ บนเส้นทางท่องเที่ยวธรรมชาติทาเตยามะ คุโรเบะ อัลไพน์ (Tateyama Kurobe Alpine) ที่ประเทศญี่ปุ่นมีสถานที่ท่องเที่ยวหนึ่งที่สุด Unseen จนต้องไปเห็นด้วยตาสักครั้ง นั่นก็คือ กำแพงหิมะ (Yuki no Otani) นั่นเอง นอกจากความสวยงามและความน่าตื่นตาตื่นใจแล้ว ในช่วงฤดูร้อนที่นี่ยังเป็นสถานที่ไม่กี่แห่งที่นักท่องเที่ยวยังคงได้สนุกกับการเล่นหิมะอีกด้วย

เทือกเขาทาเตยามะ (Tateyama) ตั้งอยู่ใจกลางของเกาะฮอนชู ที่นี่จะมีภูเขาสลับซับซ้อนกันอย่างสวยงามคล้ายกับเทือกเขาแอลป์ในทวีปยุโรป เทือกเขาทาเตยามะ (Tateyama) จึงได้ชื่อว่าเป็น ‘เจแปนแอลป์ (Japan Alps)’ นั่นเอง และหนึ่งในไฮไลท์สำคัญของเส้นทางนี้ก็คือ กำแพงหิมะ (Yuki no Otani) ที่เกิดจากการสะสมตัวของหิมะในพื้นที่ของเทือกเขาทาเตยามะที่มีหิมะตกมาเป็นอันดับหนึ่งของโลก ทำให้มีหิมะทับถมกันสูงเฉลี่ยอยู่ที่ 7 เมตร และบางปีที่หิมะตกหนักมากกำแพงหิมะนี้ก็จะสูงได้ถึง 20 เมตร เรียกได้ว่าเกือบเท่าตึก 10 ชั้นกันเลยทีเดียว

กำแพงหิมะ (Yuki no Otani) เป็นเส้นทางระหว่าง Bijodaira ไปยัง Murodo ซึ่งนอกจากจะสามารถชมวิวความสวยงามของกำแพงธรรมชาตินี้ผ่านหน้าต่างรถบัสได้แล้ว ในช่วงเดือนเมษายนไปจนถึงพฤษภาคมเรายังมีโอกาสได้ลงเดินไปบนถนนที่มีสองข้างทางเป็นกำแพงสูงตระหง่านที่สร้างสรรค์จากธรรมชาติและเก็บภาพถ่ายความสวยงามของกำแพงหิมะบนเป็นเจแปนแอลป์ (Japan Alps) ที่เปรียบเสมือนหลังคาของของญี่ปุ่นได้อย่างใกล้ชิด ซึ่งในช่วงเดือนเมษายนไปจนถึงพฤษภาคมนี้เอง จะเป็นช่วงที่กำแพงหิมะมีความสูงมากที่สุด และในช่วงเดือนมิถุนายนเป็นต้นไปความสูงของกำแพงหิมะก็จะลดลงเรื่อยๆ ซึ่งจะมีโอกาสได้เห็นกันไปจนถึงเดือนสิงหาคมสำหรับในช่วงเดือนเดือนเมษายนไปจนถึงพฤษภาคมจะมีอุณหภูมิต่ำสุด -3˚C และสูงสุดอยู่ที่ 10˚C พื้นที่บางส่วนยังคงมีหิมะปกคลุมอยู่ จึงควรใส่รองเท้าบู๊ทที่กันน้ำได้ สวมใส่เสื้อผ้าที่เน้นความอบอุ่น แต่สามารถถอดออกได้ง่าย เช่น แจ๊คเก็ตหลายชั้น ผ้าพันคอ ถุงมือ รวมถึงเตรียมแว่นกันแดดไว้ด้วย เพื่อป้องกันแสงอาทิตย์ที่ส่องกระทบกับหิมะ

ช่วงเวลาชมกำแพงหิมะ ญี่ปุ่น

ช่วงเวลาที่ให้บริการบนเส้นทาง Tateyama-Kurobe Alpine Route จะแตกต่างกันไปในแต่ละปี ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ถ้าคาดคะเนเวลาชมกำแพงหิมะ จากภาพรวมคร่าวๆ ของแต่ละปี ช่วงเวลาที่สามารถขึ้นไปชมได้ก็ตามนี้เลย

-ช่วงเวลาเปิดเส้นทางให้บริการทุกเส้นทาง (Dentetsu Toyama – Shino Omachi) : เมษายน – พฤศจิกายน

-ช่วงเวลาเปิดเส้นทางให้บริการบางส่วน (Dentetsu Toyama – Midagahara) : ต้นเดือนเมษายน

-ปิดเส้นทางตั้งแต่ : ธันวาคม – ต้นเดือนเมษายน

การเดินทางชมกำแพงหิมะ

สำหรับการเดินทางบนเส้นทาง ทัวร์กำแพงหิมะ ญี่ปุ่น Tateyama-Kurobe Alpine Route นี้ สามารถเข้าถึงได้สะดวกด้วยระบบขนส่งต่างๆ เช่น รถไฟ เคเบิ้ลคาร์ กระเช้าไฟฟ้า รถบัส และรถประจำทาง โดยจะเริ่มตั้งแต่จากพื้นที่ราบขึ้นไปยังภูเขาสูง รวมระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตร ตลอดเส้นทางก็จะผ่านทัศนียภาพหลากหลายที่สวยงามแตกต่างกันไปตามฤดูกาล

อุณหภูมิและการแต่งกาย

เนื่องจากเส้นทางชมกำแพงหิมะ Tateyama-Kurobe Alpine Route เป็นเส้นทางบนเทือกเขาสูง อุณหภูมิจึงมีความแตกต่างกับพื้นที่ราบโดยรอบอย่างชัดเจนเลย ก่อนการเดินทางก็อยากให้ทุกคนเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เพื่อที่จะได้เที่ยวกันอย่างสนุกสนาน

สำหรับอุณหภูมิในช่วงพีคของการเดินทางชมกำแพงหิมะ ช่วงประมาณปลายเดือนเมษายน-พฤษภาคม บนเส้นทาง เจแปนแอลป์ ที่จุดมุโรโดะ อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดจะอยู่ที่ประมาณ 10 องศาเซลเซียส ส่วนอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ -3 องศาเซลเซียสเลย ส่วนอุณหภูมิบริเวณเมืองโทยามะ อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ 22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดอยู่ที่ 7 องศาเซลเซียส การเตรียมความพร้อมในเรื่องของร่างกายและการแต่งกายจึงสำคัญมาก เนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงเร็ว โดยเฉพาะในช่วงพีคของกำแพงหิมะ “ยูคิโนะโอทานิ” เพราะฉะนั้นเราควรเตรียมและกันหนาว หรือเสื้อผ้าหนาๆ ที่ให้ความอบอุ่นได้ดี อย่างเช่น เสื้อแจ็คเก็ต เสื้อโค้ท ผ้าพันคอ หมวกไหมพรม ถุงมือ และถ้าจะให้ดีก็ควรจะมี แผ่นแปะความร้อน รวมถึงอุปกรณ์กันฝนเผื่อไว้ในกรณีที่อากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหันด้วย

แนะนำจุดชม ใบไม้เปลี่ยนสี และพยากรณ์ทั่วญี่ปุ่น

ใกล้เข้ามาแล้ว ใบไม้เปลี่ยนสี สำหรับฤดูกาลที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์จากการสรรค์สร้างของธรรมชาติ นอกจากจะขึ้นชื่อเรื่องดอกซากุระแล้วก็ยังสวยงามมากในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีด้วย โดยบ้านซามูไรที่ทาด้วยสีดำตัดกับสีของใบไม้เปลี่ยนสี อีกทั้งในเวลากลางคืนได้มีการจัดไฟไว้ทำให้ชมใบไม้เปลี่ยนสีได้ด้วย เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงมาก เนื่องจากเป็นที่ตั้งของศาลเจ้านิกโก้โทโชงู ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ที่ นิกโก้ มีจุดชมใบไม้แดงหลายแห่ง ในตัวเมืองมีต้นอิโจ (แปะก้วย) ขึ้นเรียงรายและตรงถนนขึ้นเขา ที่มีชื่อว่า อิโรฮะซะกะ ก็ได้รับการกล่าวขานว่า เป็นเส้นทางชมใบไม้หลากสีที่งดงามที่สุดในภูมิภาคคันโต แม้แต่ใจกลางกรุงโตเกียว ท่านก็สามารถชม ใบไม้เปลี่ยนสี ได้ที่สวนเมจิจิงงูไกเอง แห่งนี้ มีต้นอิโจ (แปะก้วย) กว่า 140 ต้น ขึ้นเรียงรายทั้งสองข้างทางอย่างสวยงาม อิโจ (แปะก้วย) จะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลือง และในที่สุดก็ร่วงลงสู่พื้นดิน จนทางเดินจะกลายเป็นสีเหลือง ในช่วงเวลานี้จะมีการจัด “งานเทศกาลชมใบอิโจ” ขึ้นใน กรุงโตเกียว ไม่เพียงแต่สวนเมจิจิงงูไกเอง ยังสามารถชมใบไม้แดงที่สวนชินจูกุเกียวเอ็ง สวนสาธารณะโยโยหงิ สวนสาธารณะฮิบิยะ ฯลฯ ได้อีกด้วย ซึ่งเหมาะสำหรับท่านที่มีโอกาสเดินทางมาติดต่อธุรกิจที่ญี่ปุ่น แต่ไม่มีเวลาเดินทางไปนอกเมือง จะแวะเวียนไปชมใบไม้เปลี่ยนสีได้อย่างสะดวก และสถานที่ที่อยากแนะนำให้เดินทางไปชม คือน้ำตกริวซุ ซึ่งอยู่ใกล้กับทะเลสาบจูเซ็นจิโกะ “ริวซุ” มีความหมายว่า หัวมังกร เนื่องจากด้านหน้าของแอ่งน้ำตก มีหินก้อนใหญ่ขวางทางอยู่ ทำให้กระแสน้ำที่ไหลมาถึงจุดนั้น ถูกแยกออกเป็นสองทาง ลักษณะคล้ายหัวมังกร ตรงส่วนหัวของมังกรมีต้นไม้ขึ้นปกคลุมอยู่ เมื่อใบไม้บริเวณนั้นเปลี่ยนเป็นสีแดง ก็จะทำให้มองเห็นเป็นหัวมังกรสีแดงด้วย จึงเป็นอีกจุดชม ใบไม้เปลี่ยนสี ที่ไม่ควรพลาด เป็นผลงานตระการตาด้วยใบไม้ที่เปลี่ยนจากสีเขียวสู่สีส้ม แดง และเหลืองทองสลับกัน ที่นี่เป็นสถานที่ที่ใบไม้เปลี่ยนเป็นสีแดงก่อนทุกที่ในญี่ปุ่น ทิวทัศน์ที่ถูกแต่งแต้มไปด้วยสีเขียวของต้นไม้ใบเรียว และสีเหลืองแดงของต้นไม้ใบกว้าง สลับสีกันอย่างงดงามดั่งภาพวาดของศิลปินเอก

ใบไม้เปลี่ยนสี บนภูเขาคุโรดาเกะนั้นใช้เวลากว่า 1 เดือนในการเปลี่ยนสีเป็นสีแดง ไล่จากยอดเขาเรื่อยลงมาถึงจุดขึ้นกระเช้าตรงเชิงเขา จุดชมใบไม้แดงที่งดงามที่สุด อยู่ตรงปากทางขึ้นเขา ที่มีชื่อว่า กินเซ็นได บริเวณนั้นยังมีแหล่งน้ำพุร้อนอยู่กว่า 10 แห่ง เช่น น้ำพุร้อนโซอุงเคียว–ออนเซ็น หลังจากที่ชมใบไม้แดงแล้ว ท่านยังสามารถแช่น้ำพุร้อนกลางแจ้ง เพื่อดื่มด่ำกับธรรมชาติที่งดงามของฮอกไกโดได้ด้วย ทะเลสาบคาวางุจิโกะ นอกจากจะเป็นสถานที่ขึ้นชื่อ ในการชมภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งทัวร์จากประเทศไทย นิยมพานักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมแล้ว ยังเป็นสถานที่ชมใบไม้แดง ที่มีชื่อเสียงมากอีกด้วย ภูเขาไฟฟูจิที่ยอดเขาถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาว ตัดกับสีของใบไม้แดงนั้น เป็นภาพทิวทัศน์ ใบไม้เปลี่ยนสี ที่แสดงออกถึงความเป็นญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี ใบไม้แดงแถบนี้เกือบทั้งหมดเป็นใบของ ต้นโมมิจิ (เมเปิ้ล) ทำให้ในฤดูหนาวมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเล่นสกี ส่วนในฤดูใบไม้ร่วง ก็มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาชมใบไม้แดงกันเป็นจำนวนมาก หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมใน จังหวัดนางาโนะ คือ ที่ราบสูงชิราคาบะ จุดชมใบไม้แดงที่อยู่บนที่ราบสูงแห่งนี้ ได้แก่ ทะเลสาบทาเตชินาโกะและภูเขาทาเตชินะ ผู้ที่ไม่สะดวกที่จะเดินเท้าขึ้นไป ก็สามารถใช้บริการกอนโดร่าลิฟท์จากฟาร์ม ทาเตชินะ ขึ้นไปชมวิวด้านบนได้ ในการเดินทางไปยังที่ราบสูงชิราคาบะนั้น จะต้องใช้เส้นทางพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีชื่อว่า วีนัสไลน์ ซึ่งเป็นถนนที่มีความยาวทั้งสิ้น 76 กม. ท่านจะได้เพลิดเพลินกับ ใบไม้เปลี่ยนสี ระหว่างที่รถวิ่งอยู่บนเส้นทางวีนัสไลน์ จากที่ราบสูงชิระคะบะ ไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ใกล้เคียง นอกจากรีสอร์ตชิราคาบะ และแหล่งน้ำพุร้อนแล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอื่นๆ อีกเช่น พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ

ในช่วงที่ ใบไม้เปลี่ยนสี เป็นสีแดงเต็มที่ จะมีการจัดงานเทศกาลชมใบโมมิจิขึ้น ในค่ำคืนช่วงเวลาที่มีงาน จะประดับไฟจนถึงเวลาประมาณสี่ทุ่ม ทำให้บรรยากาศดูโรแมนติคราวกับอยู่ในฝัน ในละแวกใกล้เคียงยังมี สวนสนุก พิพิธภัณฑ์ศิลปะ อยู่มากมายหลายแห่ง และใกล้กับแหล่งน้ำพุร้อนฟูจิคาวางุจิโกะ ยังมีโรงแรมแบบญี่ปุ่นที่มีบ่อน้ำพุร้อน ให้บริการอยู่มากมาย โดยที่ญี่ปุ่นจะเรียกการชมใบไม้เปลี่ยนสีนี้ว่า “Koyo” หรือ “Momiji-Gari” และตามปกติใบไม้จะเริ่มเปลี่ยนสี จากทางภาคเหนือลงสู่ภาคใต้ของญี่ปุ่น ราวต้นเดือนตุลาคมจนถึงปลายเดือนพฤศจิกายนของทุกปี ทะเลสาบแห่งนี้เป็นทะเลสาบแบบ Caldera ชื่อCaldera นี้เป็นภาษาสเปน มีความหมายว่าหม้อ ใช้เรียกพื้นที่ตรงกลางระหว่างภูเขาสองลูก ที่มีลักษณะยุบลงเป็นทรงคล้ายหม้อ ซึ่งเกิดจากแรงระเบิดของภูเขาไฟ ทะเลสาบโทวาดาโกะ นั้นล้อมรอบไปด้วยภูเขา สามารถขึ้นเรือท่องเที่ยว เพื่อชมทัศนียภาพโดยรอบของทะเลสาบ ในเมืองหลวงเก่า เกียวโต ก็มีสถานที่ชม ใบไม้เปลี่ยนสี อยู่หลายแห่งเช่นกัน แต่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด คือ ใบไม้แดงที่ อะระชิยะมะ ทุกคนที่เดินทางมาที่นี่จะต้องไม่พลาด ที่จะถ่ายรูปกับสะพานโทเง็ทสึเคียว โดยมีภูเขาอะระชิยะมะเป็นฉากหลัง นอกจากนั้นนักท่องเที่ยวยังนิยมใช้บริการรถไฟโทร็อกโกะ เพื่อชมใบไม้แดงที่ อะระชิยะมะ อีกด้วย เนื่องจากในเกียวโตมีวัด และศาลเจ้าอยู่เป็นจำนวนมากจึงสามารถชมความงามของใบไม้แดง ที่ถูกห้อมล้อมไปด้วยใบไม้แดง สัญลักษณ์ของทะเลสาบโทวาดาโกะแห่งนี้ คือ รูปสลักสาวงาม (โอโตเมะ โนะโซ) ซึ่งเป็นผลงานของทากามุระ โคทาโร่ ศิลปินระดับชาติของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นจุดที่ไม่ควรพลาด ในการถ่ายภาพเป็นที่ระลึก บริเวณรอบๆ มีโรงแรม และร้านขายของที่ระลึก ซึ่งจะคึกคักมากเป็นพิเศษเมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้แดง ทั้งยังสามารถเพลิดเพลินกับ ใบไม้เปลี่ยนสี การแช่น้ำพุร้อนโทวาดาโกะ และการเก็บแอปเปิ้ลผลไม้ขึ้นชื่อ ซึ่งตรงกันข้ามกับดอกซากุระ ที่จะเริ่มบานจากท้องถิ่นทางภาคใต้ขึ้นสู่ภาคเหนือ และช่วงเวลาที่ทั้งใบไม้เปลี่ยนสี และช่วงเวลาที่ดอกซากุระบาน จะคลาดเคลื่อนแตกต่างกันไปในแต่ละปี ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและอุณหภูมิในปีนั้นๆ

ทำให้นักท่องเที่ยวจำเป็นต้องทราบถึงข้อมูลการพยากรณ์การเปลี่ยนสีของ ใบไม้เปลี่ยนสี ในแต่ละสถานที่ ตลอดทางขึ้นบันได ท่านจะได้ชมความงามของใบเมเปิ้ลสีแดง ในวันที่ 10 พ.ย. ของทุกปี จะมีการจัดงานเทศกาลชมใบไม้แดงขึ้น ซึ่งงานเทศกาลของที่นี่ จะแตกต่างจากงานเทศกาลของที่อื่นตรงที่ จะมีการทำพิธีอย่างเคร่งครัด ตามแบบอย่างที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณ ภูมิภาคนี้ยังขึ้นชื่อในเรื่อง เส้นอุด้ง ซึ่งท่านสามารถลองทำเส้นอุด้งด้วยตัวเองได้ นอกจากนั้นยังสามารถตระเวนไปชิมเส้นอุด้งที่ขึ้นชื่อว่าอร่อยที่สุดในญี่ปุ่นตามร้านต่างๆ ได้อีกด้วย เทือกเขาซาโอ เป็นเทือกเขาสวยงามเลื่องชื่อ ในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น ทอดผ่านจังหวัด มิยาหงิ แลจังหวัดยะมะงะตะ นอกจากนั้น ในท้องถิ่นนี้ยังมีน้ำพุร้อนเลื่องชื่อหลายแห่ง ท่านสามารถใช้บริการกระเช้าของลานสกีฤดูหนาว เพื่อขึ้นไปชม ใบไม้เปลี่ยนสี จากมุมสูงได้ การขับรถชมใบไม้แดงโดยใช้เส้นทาง ซะโอ-เอโดไลน์ ที่เชื่อมระหว่าจังหวัด มิยาหงิ และจังหวัด ยะมะงะตะ ตลอดเส้นทางมีความยาวทั้งสิ้น 26 กม.เส้นนี้ ท่านจะได้เต็มอิ่มกับการชื่นชมความงามของใบไม้แดงอย่างเต็มตา ส้มและเหลือง ของใบไม้เปลี่ยนสีที่นี่ มีความงดงามมาก ถึงขนาดหากมองไกลๆ อาจเข้าใจผิดจะคิดไปว่าเป็นดอกไม้ได้ เป็นเพราะที่นี่มีต้นไม้ที่ใบเปลี่ยนสีถึง 150 กว่าชนิด หากมองลงมาจากยอดเขาคุนิมิดะเกะ ภาพที่เห็นจะยิ่งสร้างความประทับใจมิรู้ลืม แถบนี้มีชื่อเสียงมาก ในฐานะที่เป็นแหล่งน้ำพุร้อนแห่งแรกในญี่ปุ่น ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอุทยานแห่งชาติ จึงมีทั้งโรงแรมแบบญี่ปุ่น และโรงแรมแบบสากล เปิดให้บริการอยู่มากมาย สามารถเลือกที่ถูกใจได้ นอกจากนั้น ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอื่นๆ อีก เช่น ฮุสเทนบอส ซึ่งเป็นรีสอร์ตที่จำลองบรรยากาศแบบยุโรปในยุคกลาง ที่จะแวะไปสัมผัสบรรยากาศ ใบไม้เปลี่ยนสี ได้ เนื่องจาก ในฤดูหนาวจะมีหิมะตกหนัก จึงต้องปิดให้บริการในเส้นทาง นับว่าเส้นทางเส้นนี้ คุ้มค่ากับการมาเยือนเป็นอย่างยิ่ง ผู้ที่ไม่ถนัดการปีนเขาหรือไม่ชอบเดินเท้า ก็สามารถเพลิดเพลินกับการชมใบไม้แดงที่นี่ได้อย่างเต็มที่ เพื่อการท่องเที่ยวซึมซับบรรยากาศ และทัศนียภาพที่สวยงามตามใจต้องการมากที่สุด

ใบไม้เปลี่ยนสี จะเริ่มต้นเมื่ออุณหภูมิเริ่มลดลงจนไปถึง 10 องศาเซลเซียส และสีของใบไม้ก็จะสดใสขึ้นแต่ละครั้งที่อุณหภูมิลดลง สีของใบไม้จะยิ่งตื่นตาตื่นใจถ้าเป็นต้นไม้ที่ขึ้นตามภูเขา สีที่แดงที่สุดจะอวดโฉมในใบเมเปิ้ล ส่วนสีเหลืองทองเข้มจะปรากฎในใบแปะก๊วย นักท่องเที่ยวควรเตรียมเสื้อผ้าที่สามารถให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย รวมไปถึงความคล่องตัวในการเดินทาง เป็นสถานที่ที่ใบไม้เปลี่ยนเป็นสีแดงก่อนทุกที่ในญี่ปุ่น แม้ประเทศญี่ปุ่น จะมีน้ำตกที่สวยงามอยู่มากมายหลายแห่ง แต่น้ำตกอากิอุโอทากิ ที่มีสายน้ำกว้าง 6 เมตรและมีความสูงกว่า 55 เมตร น้ำตกแห่งเมืองเซนไดนี้ ได้รับการกล่าวขานว่ามีความงดงามมากเป็นพิเศษ เมื่อถึงฤดู ใบไม้เปลี่ยนสี มวลหมู่ต้นไม้รอบๆ น้ำตกจะถูกแต่งแต้มไปด้วยสีแดง เขียว และเหลือง ทำให้ทิวทัศน์บริเวณนั้นงดงามประหนึ่งภาพในฝัน ใบของต้นโอจิ(แปะก้วย) และ โมมิจิ (เมเปิ้ล) ซึ่งเป็นตัวแทนของใบไม้แดงสลับสีกันดูงามตายิ่ง แถบอากิอุ ยังขึ้นชื่อในเรื่องน้ำพุร้อน และละแวกใกล้เคียง ยังมีแหล่งรวมศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านของอะกิอุ ซึ่งสาธิตวิธีการผลิต และจำหน่ายสินค้าพื้นเมืองขึ้นชื่อของเซนได เช่น ตุ๊กตาโคเคชิ,ตู้ไม้เซนได เป็นต้น ใบไม้บนภูเขาคุโรดาเกะนั้นใช้เวลากว่า 1 เดือน ในการเปลี่ยนสีเป็นสีแดง ไล่จากยอดเขาเรื่อยลงมาถึงจุดขึ้นกระเช้าตรงเชิงเขา จุดชมใบไม้แดงที่งดงามที่สุด อยู่ตรงปากทางขึ้นเขาที่มีชื่อว่า กินเซ็นได บริเวณนั้นยังมีแหล่งน้ำพุร้อนอยู่กว่า 10 แห่ง บันไดอาซุมะ-สกายไลน์ เป็นชื่อถนนเส้นทางพิเศษ ที่ให้บริการนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ เป็นเส้นทางที่เหมาะกับการขับรถชม ใบไม้เปลี่ยนสี เป็นอย่างยิ่ง สูงจากระดับน้ำทะเล 1500 ม. และมีความยาวทั้งสิ้น 29 กม. เชื่อมระหว่างแหล่งน้ำพุร้อนทากายุ ใน เมืองฟุกุชิมะกับเส้นทางขึ้นภูเขาทสึจิยุ จาก จุดชมวิวอาซุมะฮักเก มองลงมาจะเห็นป่าใบไม้แดงที่แสนงดงาม ซึ่งในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยว จากทั้งในและต่างประเทศจำนวนมาก เดินทางมาชื่นชมความงดงามของที่นี่ น้ำพุร้อนที่อยู่ในละแวกนั้น ยังมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างกันออกไปด้วย